ช่วงเวลายากลำบากของ BlackBerry และ PlayBook

หากย้อนอดีตกลับไปยังปี 2009 บริษัทรีเสิร์ชอินโมชั่น (Research in Motion : RIM) ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชื่อดังอย่าง “BlackBerry” เป็นหนี่งในบริษัทที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดบริษัทหนึ่งของโลก
เพราะปีนั้น RIM ได้รับตำแหน่ง “บริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก” (The Fastest Growing Company) จากนิตยสารฟอร์จูน ด้วยการเติบโตของรายได้เฉลี่ย 3 ปีหลังสุด สูงถึง 77% และการเติบโตของกำไรมากถึง 84%

ในวันนั้น Apple ผู้ผลิต iPhone คู่แข่งรายสำคัญของ RIM อยู่ในอันดับที่ 39
RIM กลายเป็นดาวเจิดจรัสในอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือในทันที
แต่กาลกลับตาลปัตรครับ
ปีต่อไป RIM อันดับตกลงไปอยู่ที่อันดับ 33 ร่วงมาทีเดียวถึง 32 อันดับ แม้ว่าผลประกอบการจะยังดีอยู่ แต่ก็มีคนทำได้ดีกว่ามาก การแข่งขันของตลาดเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งที่เวลาผ่านไปไม่ครบปี
และมาในปีนี้ เป็นปีที่เงียบผิดปกติของ RIM เพราะแทบไม่มีข่าวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่เปิดตัวเลย
จะมีก็แต่ Tablet อย่าง “PlayBook” ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะออกมาท้าชนกับ iPad จาก Apple ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
RIM เริ่มต้นขยายตลาดจากลูกค้าองค์กร สู่ตลาด Consumer โดยอาศัยการเติบโตของอินเตอร์เน็ตและโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คเพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่น (Teen) กลุ่มเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี
แต่ในปี 2010 กลายเป็นยุคที่ “แอพ” บูมเป็นอย่างมาก และมือถือแอนดรอยด์ ก็ถูกพัฒนาขึ้นมาดีมาก รวมกับแนวร่วมซึ่งเป็น Google และผู้ผลิตมือถือรายใหญ่ๆของโลก
มือถือแอนดรอยด์มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมียอดขายเติบโตจากปีก่อน เกือบ 9 เท่า
RIM เสียส่วนแบ่งการตลาดไปมาก แม้ว่าจะมีมือถือรุ่นธง BlackBerry Torch 9800 ที่ตั้งใจจะกลับมาทวงตำแหน่งผู้นำคืน กลับเปิดตัวแป้ก ยอดขายช่วงสัปดาห์ที่เปิดตัวแค่แสนเครื่อง เทียบกับ iPhone 4 ที่ขายวันแรกๆไปล้านกว่าเครื่อง เรียกได้ว่า RIM แทบจะเสียกระบวนทัพไปเลย
ในตลาด Tablet ที่ RIM ฝากความหวังไว้สูงอย่าง PlayBook ก็ใช้เวลาพัฒนายาวนานถึง 7 เดือนนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อตุลาคมปี 2010
พัฒนานานไม่พอ กว่าจะเปิดวางขายมีการเลื่อน จนกระทั่งโดน iPad 2 ชิงตัดหน้าขายก่อน
iPad 2 ขายไปได้หลักล้านในช่วงเปิดตัว
ส่วน PlayBook ขายไปได้หลักหมื่น
สร้างความผิดหวังให้กับบรรดาแฟนๆ และผู้ถือหุ้นเป็นอย่างมาก
จริงอยู่ครับ RIM ยังคงมีผลประกอบการที่ดีมาก มียอดขายที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท กว่า 52.3 ล้านเครื่อง หรือมากกว่าปีก่อนถึง 43% แถมในไตรมาสสุดท้าย ยังมีผลประกอบการที่ดีเกินว่าเป้าหมายถึง $924 ล้านเหรียญ

แต่ทำไม RIM ถึงดูแย่ และมีภาพลักษณ์ของผู้แพ้ติดตัว ทั้งที่ผลประกอบการไม่ได้ย่ำแย่ตกต่ำ
แต่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ต่างวิเคราะห์ศักยภาพในการทำกำไรของ RIM ลดลงพร้อมทั้งปรับลง Rating ของการซื้อขายหุ้น และหลายๆคน มองว่า อนาคตของ RIM จะเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์ของ Palm
หนึ่งในสมรภูมิที่ RIM พ่ายหมดรูป และนักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองเป็นสมรภูมิที่สำคัญ นั่นคือ ตลาด “แอพ”
ปัจจุบัน iOS มีแอพมากกว่า 350,000 แอพ แอนดรอยด์ก็มีมากกว่า 150,000 แอพ ส่วน BlackBerry มีเพียงแค่ 25,000 แอพ เท่านั้น
นั่นหมายความว่า รายได้มหาศาลที่เกาะอยู่กับเศรษฐกิจแอพ หดหาย
นักพัฒนาที่ถือว่าเป็นผู้ที่ร่วมสร้างความสำเร็จ ก็น้อย ในขณะที่นักพัฒนาทั่วโลก ทุ่มเทกายและใจให้ iOS และ แอนดรอยด์หมดแล้ว
แม้ว่า PlayBook จะมีความสามารถในการรันแอพของแอนดรอยด์ได้ แต่กลับกลายเป็นการแสดงออกถึงความไม่มั่นใจในตัวระบบปฏิบัติการ tablet ของตัวเองอย่าง BlackBerry Tablet OS (QNX) ว่าจะมีคนมาพัฒนาแอพให้หรือไม่
และเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ นักพัฒนาอาจจะเลือกสร้างแอพบนแอนดรอยด์มากกว่าบน BlackBerry Tablet OS เอง เพราะทำแอพให้แอนดรอยด์เดี๋ยวก็เอามาลงบน PlayBook ได้ เอง
ที่น่าตกใจ คือ PlayBook ไม่มีแอพสำหรับเช็คอีเมล์ !! ตรงนี้กลายเป็นความผิดพลาดมหาศาล เพราะ RIM มีชื่อเสียงในเรื่องระบบอีเมล์ กลับไม่ได้นำมาสร้างเป็นจุดแข็งของตนในอุปกรณ์ที่มีความสำคัญขนาดชี้เป็น ชี้ตายอนาคตบริษัทได้

ในขณะที่ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทอย่างสมาร์ทโฟน BlackBerry ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆมาเป็นเวลายาวนานถึง 6 เดือนแล้ว
ผิดวิสัยของผู้นำ ที่อยู่ในตลาดที่เต็มไปด้วยการแข่งขันในระดับสูง
สุดท้าย รูปแบบของการบริหารที่มี CEO 2 คนในบริษัท กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ RIM ก้าวไปได้ช้ากว่าที่คิด เพราะความเห็นที่แตกต่างของ CEO 2 คน ทำให้ระบบงาน ขั้นตอนต่างๆล่าช้า และบ่อยครั้ง มีการ “ยื้อ” อำนาจการตัดสินใจกัน
ถ้า RIM ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านปัจจัยเหล่านี้ได้ ก็มีโอกาสสูงที่จะพบกับความยากลำบาก มีอนาคตที่มืดมน จนเหลือไว้แต่เพียงชื่อ ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วเช่นนี้

บทความนี้ ตีพิมพ์อยู่ใน นิตยสาร GM Biz ฉบับ เดือน มิ.ย.

Comments

comments

You may also like...

Leave a Reply