ต้นกำเนิดนวัตกรรม (2) : แค่หัดมองและสังเกต ก็เปลี่ยนแปลงโลกได้

สืบต่อจากบทความ “ต้นกำเนิดนวัตกรรม” อาทิตย์ก่อน มีท่านผู้อ่านหลายคนสงสัยและตั้งคำถามว่า “ความคิดสร้างสรรค์” เป็นกรรมพันธุ์รึเปล่า คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ดีๆ นั้นได้รับการสืบทอดมาจากพ่อและแม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงอยู่แล้วรึเปล่า

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่จะช่วยตอบข้อสงสัยนี้ได้ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยที่มีชื่อว่า “Creative Abilities in Identical and Fraternal Twins” (ความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ในพี่น้องฝาแฝด) ของนักวิจัยชื่อ Merton Reznikoff ที่ได้ทำการศึกษาจากคู่แฝดจำนวน 117 คู่ อายุระหว่าง 15-22 ปี พบว่า มีคู่แฝดจำนวน 35 คู่ หรือคิดเป็น 30% จากจำนวนคู่แฝดทั้งหมด ที่เก่งด้านความคิดสร้างสรรค์เหมือนกับพ่อและแม่ของตัวเอง และเมื่อทำการทดสอบ IQ ทั่วไป พบว่า มีคู่แฝดประมาณ 93-99 คู่ หรือคิดเป็นคู่แฝดจำนวน 80-85% จากคู่แฝดทั้งหมด ที่สามารถทำคะแนนการทดสอบ IQ ทั่วไปใกล้เคียงกันกับพ่อและแม่ของตัวเอง

ยังมีงานวิจัยด้านนี้อีกหลายชิ้นที่พอจะกล่าวแบบรวมๆได้ว่า ประมาณ 25-40% ของความคิดสร้างสรรค์เท่านั้นที่สืบทอดมาทางพันธุกรรม หรือโดยสรุปแล้ว ประมาณ 2 ใน 3 ของความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของการสร้างนวัตกรรม สามารถสร้างขึ้นมาเองได้จากการเรียนรู้และฝึกฝน

แล้วเราจะสร้างทักษะเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร? เป็นคำถามที่น่าสนใจครับ

เราพูดถึงความสามารถในการ “ตั้งคำถาม” (Questioning) ไปแล้ว ยังมีทักษะอะไรอีกบ้างที่สามารถบ่มเพาะให้เรากลายเป็น “นวัตกร” ได้

ทักษะที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของเหล่า “นวัตกร” อย่างหนึ่งคือ “ความช่างสังเกตุ” (Observing)

ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตุพฤติกรรมคนหรือลูกค้า การศึกษาสินค้าและบริการใหม่ๆ การติดตามความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยี จนพูดได้ว่า โลกหมุนไปอย่างไร คนเหล่านี้จะสังเกตการหมุนไปของโลกเสมอ

อย่าเพิ่งเบื่อกันนะครับ ถ้าจะบอกว่า ตัวอย่างที่น่าสนใจ มาจาก สตีฟ จ๊อบส์ ซีอีโอของบริษัทแอปเปิ้ล อีกเช่นเคย:)

ย้อนกลับไปในปี 1979 หรือเมื่อ 32 ปีก่อน บริษัทซีรอกซ์ เคยเชิญสตีฟ จ๊อบส์ ไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยอันลือลั่นในยุคนั้น ชื่อ “PARC” (Palo Alto Research Center)

“PARC” เป็นศูนย์วิจัยนวัตกรรมที่เป็นที่ฮือฮาในวงการคอมพิวเตอร์มาก เพราะรวมนวัตกรรมใหม่ๆทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ไว้ด้วยกัน โดยซีรอกซ์คาดหวังว่า จะนำงานวิจัยต่างๆที่ได้จาก Lab นี้ ไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ทำเงินให้กับบริษัท

หนึ่งในนวัตกรรมที่อยู่ในห้อง Lab นี้ คือ หน้าจอที่มีกราฟฟิคเป็นรูปสี่เหลี่ยมซ้อนๆกันมากมาย โดยหน้าจอนั้นถูกควบคุมด้วยอุปกรณ์ควบคุมทิศทางและสั่งงานด้วยการคลิก (ซึ่งต่อมาอุปกรณ์ตัวนี้ถูกเรียกว่า “เมาส์”)

ในขณะที่ซีรอกซ์ไม่มีไอเดียว่า จะเอาเมาส์และหน้าจอกราฟฟิคไปทำอะไรต่อ

แต่ในหัวของจ๊อบส์กลับพบว่า สิ่งเหล่านี้ กำลังจะปฏิวัติรูปแบบและพฤติกรรมการใช้งานคอมพิวเตอร์ของคน

จ๊อบส์สังเกตเห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “GUI” (Graphic User Interface) และ “เมาส์” และทำให้เขาทุ่มเทเวลากว่า 5 ปี เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรกของโลกที่ใช้เมาส์ควบคุมหน้าจอที่เป็น “GUI” นามว่า “แมคอินทอช”

ซึ่ง “แมค” และระบบปฏิบัติการ “แมคโอเอสเท็น” ทุกวันนี้คงไม่ถือกำเนิดขึ้นมา ถ้าวันนั้นจ๊อบส์ไม่ได้ไปเยือนศูนย์วิจัย “PARC” ที่ซีรอกซ์และสังเกตเห็น “GUI” และ “เมาส์” ที่ซีรอกซ์มองข้ามและไม่เห็นความสำคัญ

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ การถือกำเนิดของ “Tata Nano” รถยนต์ที่ราคาถูกที่สุดในโลก

“Tata Nano”
ถือกำเนิดจากความช่างสังเกตุของ “Ratan Tata” ประธานบอร์ดบริหารของ Tata Group ที่สังเกตเห็นการขี่สกู๊ตเตอร์ของครอบครัวหนึ่งในวันที่เมืองมุมไบ เต็มไปฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก

ครอบครัวนี้มีสมาชิก 4 คน กำลังขี่สกู๊ตเตอร์ 2 ล้ออย่างทุลักทุเลกลับบ้าน ทำให้ “Ratan” เกิดความเห็นใจ และคิดต่อไปว่า น่าจะมียานพาหนะที่ปลอดภัยและช่วยปกป้องสมาชิกทั้ง 4 คนจากฝนได้ เป้าหมายหลักของเค้าคือ การสร้างรถยนต์ให้คนที่ฐานะไม่ดี ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในอินเดียสามารถเป็นเจ้าของ เหมือนที่เค้าเหล่านั้นเป็นเจ้าของสกู๊ตเตอร์ได้ (และ Ratan ตั้งใจให้รถคันนี้มาแทนที่การขี่สกู๊ตเตอร์ของคนอินเดียเลยทีเดียว)

“Ratan” พร้อมทีมวิศวกรของ Tata Motor ระดมความคิดและการลองผิดลองถูกต่างๆเป็นเวลากว่า 6 ปี “Tata Nano” ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวสู่ตลาดด้วยสนนราคาเพียง 2,200 ดอลล่าร์ (ประมาณ 66,000 บาท โดยมียอดขายกว่า 200,000 คันในช่วง 3 เดือนแรกของการเปิดตัว

รถยนต์ Tata Nano มีการจดสิทธิบัตรจำนวน 34 ใบ ประกอบด้วยนวัตกรรมหลายๆอย่างที่น่าสนใจ เช่น ตัวรถ สามารถประกอบได้เองที่ศูนย์ตัวแทนจำหน่าย (คล้ายๆกับเฟอร์นิเจอร์แบบ Knock-down) เรียกได้ว่าเป็นการล้มล้างระบบการขนส่งและจัดจำหน่ายรถยนต์แบบเดิมๆ จนหมดสิ้น

เห็นมั้ยครับ แค่การหัด “ตั้งคำถาม” และ “สังเกตุ” ก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้:)

ติดตามอัพเดทใหม่ๆเรื่องการตลาดและโซเชียลมีเดียได้ที่ www.facebook.com/MktHub และทวิตเตอร์ @worawisut นะครับ:)

Comments

comments

You may also like...

Leave a Reply