“เกมวัดใจ”กับกูเกิ้ล ในสงครามสิทธิบัตร

สำหรับคนที่ติดตามข่าวของวงการสมาร์ทโฟนมาต่อเนื่อง คงสังเกตได้ถึงการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นระหว่างค่ายยักษ์ใหญ่ไล่มาตั้งแต่ต้นปี ที่แต่ละรายต่างเข็นฮาร์ดแวร์ระดับสุดยอดของอุตสาหกรรมมาประชันกันในงานเอ็กซ์โปต่างๆ กลายเป็นสัญญาณชี้ชัดมาตั้งแต่ต้นปีว่า ปีนี้จะเป็นสงครามของซีพียู 2 คอร์

เมื่อมาดูการแข่งขันในระดับแพลตฟอร์ม กูเกิ้ลก็ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการของตนขึ้นมาจนช่องว่างระหว่างแอนดรอยด์กับไอโอเอสของแอปเปิ้ลแคบลง ทำให้ความได้เปรียบในการแข่งขันของแอปเปิ้ล เหมือนลดน้อยลงไปทุกที

พัฒนาการของตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในสภาวะการแข่งขันที่ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่า ใครอยู่ในสถานะได้หรือเสียเปรียบ แข่งกันจนไม่รู้จะแข่งอะไร กลายเป็นที่มาของสมรภูมิฟาดฟันแห่งใหม่ใน “เกมสิทธิบัตร” ที่ตามมาด้วยคดีความฟ้องร้องกันไปมา จนวุ่นวายกันไปทั้งอุตสาหกรรมอย่างในขณะนี้

จากเดิมตลาดสมาร์ทโฟน มุ่งแข่งขันในเรื่องของการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ผู้บริโภค กลายมาเป็นการมุ่งเน้นหาช่องโหว่ของผลิตภัณฑ์คู่แข่ง ว่ามีอะไรที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิบัตรของตนบ้าง มีดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางกฏหมาย จนเกิดมวยแมทช์หยุดโลกหลายคู่ ทั้งไมโครซอฟท์กับเอชทีซี เอชทีซีกับแอปเปิ้ล แอปเปิ้ลกับซัมซุง โดยเป้าหมายหลักเป็นการพุ่งเป้าไปที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิ้ลที่วันนี้ยังไม่สามาถบอกได้ว่าจะเป็นแพะหรือผู้ร้ายกันแน่

แน่นอนครับว่าการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะคอยฉุดให้เทคโนโลยีต่างๆไม่ก้าวหน้าและอุตสาหกรรมโดยรวมเสียหาย ถ้ามีการปล่อยให้ละเมิดกันโดยไม่ทำอะไรเลย

แต่ใน “เกมสิทธิบัตร” จะเห็นได้ชัดครับว่ามีจุดมุ่งหมายในการทำลายศักยภาพการแข่งขันของคู่แข่ง ทั้งเรื่องการขออำนาจรัฐกีดกันผลิตภัณฑ์ของอีกฝ่าย ไม่ให้จำหน่ายในหลายประเทศ อย่างในกรณีที่แอปเปิ้ล ยื่นฟ้องศาลใน 9 ประเทศ ให้ระงับการจัดจำหน่ายซัมซุงกาแลกซี่แท๊บ ในข้อกล่าวหาที่ว่าซัมซุงลอกเลียนดีไซน์แทบเล็ตของตนมาจากไอแพด โดยแอปเปิ้ลคาดหวังว่า อียูจะห้ามนำเข้าและจำหน่ายแทบเล็ตจากซัมซุงในประเทศกลุ่มอียูทั้งหมด เป็นการตัดโอกาสแจ้งเกิดของซัมซุงในยุโรปในทันที

ประเด็นเรื่องการจ่ายค่าการใช้สิทธิบัตร ก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลให้ต้นทุนของการผลิตสินค้ามาแข่งขันสูงขึ้น เช่นในกรณีที่เอชทีซี ต้องจ่ายค่าใช้สิทธิบัตรให้กับไมโครซอฟท์จำนวน 5 ดอลล่าร์ต่อมือถือหรือแทบเล็ตหนึ่งเครื่อง และยังเรียกเก็บจากซัมซุงเป็นจำนวนถึง 10-15 ดอลล่าร์ต่อเครื่อง โดยวางแผนดำเนินการเก็บค่าใช้สิทธิบัตรนี้กับผู้ผลิตมือถือแอนดรอยด์รายอื่นๆต่อไป

ซัมซุงกับเอชทีซี แม้จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากการที่ต้องจ่ายค่าใช้สิทธิบัตรให้กับไมโครซอฟท์ แต่ด้วยขนาดของธุรกิจ อาจจะไม่ได้เป็นปัญหาที่ใหญ่โตขนาดส่งผลต่อฐานะของกิจการ แต่สำหรับผู้ผลิตรายเล็กลงมา ต้นทุนส่วนนี้ย่อมส่งผลกระทบอย่างมากกับผลกำไรและเงินสดที่ใช้ดำเนินกิจการ อีกทั้งยังเพิ่มช่องว่างในการแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตกับรายใหญ่ๆให้สูงมากยิ่งขึ้น

และไม่ใช่มีแต่ไมโครซอฟท์เท่านั้นครับที่ฟ้อง แนวร่วมฟ้องร้องรายอื่นๆอย่างแอปเปิ้ล และออราเคิล ก็หวังว่าจะได้ค่าใช้สิทธิบัตรจากผู้ผลิตแอนดรอยด์เช่นกัน

งานนี้เหมือนเป็นการบีบผู้ผลิตมือถือแอนดรอยด์กลายๆให้เปลี่ยนไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียค่าใช้งานสิทธิบัตรต่างๆ อีกทั้งเป็นการดึงพันธมิตรของกูเกิ้ลออกมาและดึงดูดให้เปลี่ยนใจมาร่วมกับแพลตฟอร์มของตน

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา กูเกิ้ลตัดสินใจเข้าซื้อกิจการมือถือของโมโตโรล่าด้วยมูลค่าที่สูงที่สุดที่กูเกิ้ลเคยซื้อมา กว่าหมื่นสองพันล้านดอลล่าร์ ถือเป็นการตัดสินใจที่เรียกว่าเป็น Strategic Move ที่มาถูกที่และถูกเวลามาก

เหตุผลแรก เพื่อเป็นการแสดงตัวเพื่อปกป้องพันธมิตรและคู่ค้าของกูเกิ้ลบนแพลตฟอร์มแอนดรอยด์และเป็นการดึงให้ผู้ผลิตที่กำลังคิดจะย้ายไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่น ให้เปลี่ยนใจกลับมาต่อสู้ร่วมกับกูเกิ้ลต่อไป เพราะพี่ใหญ่ออกมารับหน้านำทัพสู้ศึกฟ้องร้องด้วยตัวเอง

อีกเหตุผลหนึ่ง คือกูเกิ้ลคาดหวังว่าสิทธิบัตรที่โมโตโรล่าอยู่ เป็นอาวุธต่อรองเพื่อเล่นงานกลับไปยังไมโครซอฟท์ แอปเปิ้ล ออราเคิลและอื่นๆ

เป็น Strategic Move ที่เป็นทั้งการตั้งรับและเตรียมรุกกลับในเวลาเดียวกัน

เรียกได้ทั้งขวัญกำลังใจ ได้ทั้งอาวุธต่อสู้ และยังได้บริษัทที่มีความสามารถในการผลิตฮาร์ดแวร์เอง ทำให้ศักยภาพในการแข่งขันของกูเกิ้ลเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น

แต่บนหน้าเหรียญอีกด้าน กลับทำให้เกิดคำถามจากผู้ผลิตแอนดรอยด์รายอื่นๆว่าโมโตโรล่าจะได้รับสิทธิ์พิเศษจากกูเกิ้ลมากกว่าใครหรือไม่

กลายเป็นว่ากูเกิ้ล รับมาศึกสองด้าน ทั้งจากคู่แข่งโดยตรง และจากคู่ค้าของตน

หมากเดินแต่ละย่างก้าวของกูเกิ้ลต่อจากนี้ ล้วนเป็นหมากที่ต้องวัดใจ ซึ่งการเดินผิดแค่ก้าวเดียว อาจจะหมายถึงล้มทั้งกระดาน ถ้าพาร์ทเนอร์ไม่มั่นใจ ไม่เชื่อใจ ย้ายข้างไปอยู่กับคู่แข่ง ร่วมมือกันมาแข่งกับกูเกิ้ลก็เป็นได้

เช่นเคยครับ ติดตามอัพเดทใหม่ๆเรื่องการตลาดและโซเชียลมีเดียได้ที่ www.facebook.com/MktHub และทวิตเตอร์ @worawisut นะครับ:)

Comments

comments

You may also like...

Leave a Reply