เศรษฐกิจ “แอพมือถือ” พุ่ง สูตรลับแอปเปิ้ล คืออะไร

สำหรับท่านผู้อ่านทตามติดข่าวสารวงการสมาร์ทโฟนมาตลอด คงพอจะทราบดีถึงความสำเร็จของตลาด “แอพ” บนมือถือ ที่ก่อกำเนิดขึ้นมาพร้อมๆกับการเติบโตของธุรกิจสมาร์ทโฟน

หรือถ้าจะพูดว่าพร้อมๆกับการเติบโตของไอโฟน ก็คงไม่ผิดนัก

เพราะแอพมือถือนั้น จริงๆแล้วมีมานานตั้งแต่ยุคสมัยเมื่อครั้งที่ปาล์มยังเฟื่องฟู

ตามติดมาด้วยของพ๊อคเก็ตพีซีและวินโดวส์โมบายล์ของค่ายไมโครซอฟท์

แต่ขนาดของธุรกิจแอพในยุคนั้น ไม่มีใครบอกได้ครับ ว่ามีอยู่ที่เท่าไหร่กันแน่ เพราะการซื้อแอพ ค่อนข้างกระจัดกระจาย ทั้งการซื้อตรงๆจากนักพัฒนา หรือจะซื้อจากเว็บที่ทำหน้าที่ตลาดตัวกลาง

อีกทั้งไม่มีบิสสิเนสโมเดลที่ชัดเจน ทั้งการจัดแบ่งรายได้ การตั้งราคา การทำตลาดต่างๆ ตลอดจนระบบการชำระค่าแอพ เวลาที่ผู้ใช้ต้องการจะซื้อ

ปัญหาต่างๆเหล่านี้ แอปเปิ้ล ได้เข้ามาบริหารจัดการอย่างเป็นระบบผ่าน “แอพสโตร์”

ด้วยการบริหารจัดการที่ดี บวกกับยอดขายของไอโฟน ไอแพด พุ่งทะยานทะลุ 200 ล้านเครื่อง ช่วยดันให้ยอดดาวน์โหลดแอพในรอบ 3 ปี ทะลุหนึ่งหมื่นห้าพันล้านครั้ง ด้วยจำนวนแอพมหาศาลกว่า 424,000 แอพ และเปิดให้ดาวน์โหลดหรือขายในกว่า 90 ประเทศ

แถมรายได้ที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด ถูกแบ่งไปให้นักพัฒนากว่าสองพันห้าร้อยล้านดอลล่าร์ และอีกกว่าหนึ่งพันล้านดอลล่าร์เข้ากระเป๋าของแอปเปิ้ลตามสัดแบ่งรายได้ 70/30

ในขณะที่คู่แข่งรายสำคัญอย่างแอนดรอยด์จากค่ายกูเกิ้ล มีรายได้จากแอพอยู่ที่ราวๆ 102 ล้านดอลล่าร์ เทียบเป็นส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 5% ขณะที่แอปเปิ้ลมีส่วนแบ่งตลาดแอพอยู่ถึง 82.7%

ตัวเลขทั้งหมดนี้ มีนัยยะสำคัญ อย่างแรกเลย คือ เป็นการบ่งบอกให้อุตสาหกรรม และเป็นทิศทางให้นักพัฒนาเห็นว่า แพลตฟอร์มไหน มีศักยภาพในการทำเงินอยู่จริง เพราะมีจำนวนเงินที่จ่ายออกไปให้นักพัฒนาจริงๆ เป็นการดึงดูดนักพัฒนาเก่งๆ หัวสร้างสรรค์ดีๆให้เข้ามาหากินบนแพลตฟอร์มนี้

นัยยะที่สอง คือ ศักยภาพตลาดที่นอกจากจะมีเจ้าของไอโฟน ไอแพด ไอพอดทัชกว่า 200 ล้านเครื่องแล้ว ลูกค้ากลุ่มนี้ยังเป็นบัญชีลูกค้าที่มีบัตรเครดิตอยู่ราวๆ 150 ล้านบัญชี

ขนาดตลาดใหญ่ แถมลูกค้ามีเงินพร้อมจ่ายทันที ด้วยวิธีการจ่ายในแค่คลิกเดียวจบ ตามหลักจิตวิทยาการขาย ของราคาถูก มีเงินในกระเป๋า และจ่ายง่ายไม่ต้องคิดมาก ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่ยอดดาวน์โหลดสูงมากขนาดนี้ (บางคนอาจจะไม่ทันคิดด้วยซ้ำว่าที่กดโหลด คือ เสียเงินไปแล้ว)

นัยยะที่สาม การขายในกว่า 90 ประเทศ ทำให้แอปเปิ้ล สามารถควบคุมพฤติกรรมการจ่ายเงินของลูกค้าทั่วโลกใน 90 ประเทศนี้ สามารถรู้ได้ว่า แต่ละประเทศมียอดการจ่ายซื้อแอพต่อหัวเท่าไหร่ แอพประเภทไหน ราคาเท่าไหร่ คนในประเทศนั้นๆถึงจะยอมซื้อ

แทบจะเรียกได้ว่า รู้วิธีเอาเงินออกมาจากกระเป๋าเรายังไง ก็ว่าได้

รายงานจากบริษัท Piper Jaffray เปิดเผยว่า ในปี 2011 ผู้ใช้ดาวน์โหลดแอพจากแอพสโตร์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 83 แอพ เพิ่มจากจำนวน 51 แอพในปี 2010 อยู่กว่า 61%

และราคาขายแอพเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปี 2010 อยู่ที่ 14% และถ้าเป็นแอพสำหรับไอแพดแล้ว ราคาจะเพิ่มขึ้นกว่า 36% เลยทีเดียว

ตัวเลขนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า แม้ว่าราคาขายแอพจะสูงขึ้น แต่ก็ไม่ทำให้ยอดดาวน์โหลดแอพลดลง และยังผลักดันให้รายได้รวมจากการขายแอพสูงขึ้น และยิ่งไอโฟน ไอแพดขายดีเท่าไหร่ คนก็จะยิ่งซื้อแอพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของตัวอุปกรณ์เหล่านี้

Comments

comments

You may also like...

Leave a Reply