iPhone 5 vs Galaxy S3 รีวิวฉบับพิเศษ จับชนทุกเม็ด!!


ในที่สุด iPhone 5 ก็ออกมาวางจำหน่ายเรียบร้อยพร้อมยอดขายหลายล้านเครื่อง ด้วยคุณสมบัติที่หน้าจอใหญ่ขึ้น, ระบบปฏิบัติการที่เร็วขึ้น และกล้องที่ได้รับการปรับปรุง แต่คำถามที่แท้จริงก็คือ เราควรเลือกซื้ออะไรระหว่าง iPhone 5 หรือ Samsung Galaxy S3?

สิ่งที่ Andrew Williams แห่งสำนัก TrustedReview ต้องการสื่อในรีวิวนี้คือการสะท้อนคุณสมบัติฉบับเต็มของสมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่น โดยนำ iPhone 5 และ Samsung Galaxy S3 มาวัดกันเพื่อให้ทุกคนเห็นความต่างว่าใครชนะใครในแง่การออกแบบ หน้าจอสกรีน และการจัดระเบียบพลังงานในแบตเตอรี่ โดยข้อสังเกตทั้งหมดอยู่ในบทความด้านล่างนี้แล้ว…

สถิติน่าสนใจเกี่ยวกับ Galaxy S3 และ iPhone 5 ที่ถูกเผยแพร่ในขณะนี้ (พ.ย. 2012) คือบริษัทวิจัย uSwithch ประกาศให้ Galaxy S3 เป็นโทรศัพท์ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในอังกฤษโดยมี iPhone 5 ตามมาลำดับที่ 2 จุดนี้ uSwithch ระบุว่าเป็นข้อสรุปจากการประมวลผลแบบสอบถาม, ยอดสั่งจองเครื่อง และยอดขายรายเดือน ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นนักในช่วงเวลาที่ Apple เปิดตัวสมาร์ทโฟนใหม่

ในมุมของ Apple ตัวเลขเดียวที่บริษัทประกาศไว้เกี่ยวกับ iPhone 5 คือ iPhone 5 นั้นมียอดขายกว่า 5 ล้านเครื่องในการจำหน่าย 3 วันแรก แน่นอนว่าตัวเลขนี้ร้อนแรงกว่า Samsung ที่ประกาศเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนว่า Samsung Galaxy S3 มียอดขาย 30 ล้านเครื่องใน 5 เดือนแรก แต่ก็ต้องยอมรับว่า Samsung ประสบความสำเร็จเกินคาดหมายเพราะ 30 ล้านเครื่องนี้เป็นยอดขายที่ Samsung หวังไว้สำหรับการขายทั้งปี (ตามข้อมูลจาก JK Shin เจ้าพ่อซัมซุงที่เคยประกาศไว้ในเดือนกันยายน)

นาทีนี้ยังไม่มีใครรู้แน่นอนว่า iPhone 5 มียอดขายเท่าไรเนื่องจาก Apple ยังไม่ได้ประกาศยอดขายล่าสุดที่แน่ชัดออกมา แต่ที่ผ่านมา iPhone นั้นเป็นสมาร์ทโฟนที่มียอดขายแข็งแกร่งมาตลอด ซึ่ง Samsung ยังไม่สามารถเอาชนะได้ในจุดนี้

  • iPhone 5 vs Samsung Galaxy S3

TrustedReview ตรวจสอบคุณสมบัติของโทรศัพท์ทั้ง 2 รุ่นจนได้ข้อสรุปที่เชื่อว่าจะช่วยให้ทุกคนตัดสินใจได้ว่าโทรศัพท์ใดที่เหมาะกับคุณ จุดแรกที่ TrustedReview ตั้งข้อสังเกตคือความรู้สึกที่แตกต่างจากการถือจับเครื่อง ซึ่งต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเพราะวัสดุที่เป็นโลหะและพลาสติก

iPhone 5 เลือกใช้วัสดุอลูมิเนียม มีน้ำหนักเบาและขนาดเล็กลงซึ่งให้ความรู้สึกไม่แข็งแรงเหมือนกับ iPhone รุ่นก่อน แต่ในทางกลับกัน Samsung GalaxyS3 ทำจากพลาสติก และจะมีน้ำหนักเบามากเมื่อเปิดฝาหลังพร้อมนำแบตเตอรี่ออกมาวางแยกกัน

ใครที่ได้สัมผัส Samsung Galaxy S3 อาจรู้สึกว่ามีหน้าจอขนาดใหญ่มากในช่วงแรก แต่หลังจากใช้งานไประยะหนึ่งก็จะเริ่มชินกับขนาดของ Galaxy S3 จุดนี้จะทำให้ผู้ใช้ Galaxy S3 สามารถปรับตัวกับหน้าจอ 5.5 นิ้วของ Note 2 ได้รวดเร็วกว่าใคร

อย่างไรก็ตาม “ความชิน” นั้นมีข้อจำกัดในแต่ละบุคคล ดังนั้นหากใครมีฝ่ามือขนาดเล็ก ก็ควรพิจารณาเรื่องขนาดเครื่องให้ดี หรือทดลองถือจับเครื่องก่อนการตัดสินใจ

หน้าจอที่มีขนาดใหญ่ทำให้ Samsung Galaxy S3 เป็นตัวเลือกสำคัญที่ใช้ในการท่องเว็บ หน้าจอขนาดเต็มตาที่มีความละเอียดสูงนับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดูเว็บไซด์บนมือถือ จุดนี้ต้องยกให้ Samsung Galaxy S3 ที่สามารถทำได้ดีกว่า iPhone 5

แต่ในมุมเกมส์และแอปพลิเคชัน iPhone 5 มีระบบนิเวศทางเศรษฐกิจด้านแอปและเกมที่สมบูรณ์กว่า โดยในการทดสอบครั้งนี้ ปรากฏว่าปริมาณการดาวน์โหลดเกมส์และแอปใน iPhone 5 นั้นมีมากกว่า S3 ซึ่งแปลว่า iPhone 5 กินค่าใช้จ่ายในการโหลดแอปพลิเคชันมากกว่า เสียเวลามากกว่า แต่ก็ได้รับความสนุกเพลิดเพลินมากกว่าเช่นกัน

ถึงบรรทัดนี้ หากใครที่ต้องการนำโทรศัพท์ไปเล่นเกมหรือนำไปท่องเว็บไซต์เป็นหลัก เชื่อว่าจะสามารถตัดสินใจได้ไม่ยากแล้ว แต่ถ้ายังต้องการใช้งานอย่างอื่นเป็นหลักด้วย ขอเชิญติดตามการเปรียบเทียบอื่นๆได้ตามรายละเอียดด้านล่าง

  • วันวางจำหน่ายและยอดขาย
    iPhone 5 – เปิดตัว 12 กันยายน 2012/ วันจำหน่าย 21 กันยายน 2012
    Samsung Galaxy S3 – เปิดตัวพฤษภาคม 2012/ จำหน่ายแล้ว

หลังจากเริ่มจำหน่าย iPhone 5 พบปัญหาสินค้าขาดแคลนในช่วงแรกเพราะสินค้ามีความต้องการมากทำให้ไม่สามารถผลิตได้ทันกับความต้องการ แต่วิกฤตินี้ก็ไม่ได้กระทบกับยอดจำหน่าย โดย iPhone 5 มียอดจำหน่ายสูงถึง 2 ล้านเครื่องภายในเวลา 24 ชั่วโมงและ 5 ล้านเครื่องภายในสัปดาห์แรกหลังจากเริ่มวางจำน่าย

Samsung Galaxy S3 สามารถทำยอดจำหน่ายได้ดีมากในระยะเวลารวดเร็วเช่นกัน ย้อนกลับไปในเดือนกรกฏาคม Galaxy S3 สามารถทำยอดขายได้กว่า 10 ล้านเครื่อง ถือเป็นยอดขายที่ดีกว่าสมาร์ทโฟน Galaxy รุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy S และ Galaxy S2

นักวิเคราะห์นั้นเชื่อว่าภายในสิ้นปี 2012 สมาร์ทโฟนของ Apple อย่าง iPhone 5 จะมียอดขายกว่า 26 ล้านเครื่อง ขณะที่ JK Shin ผู้บริหารซัมซุงก็คาดการณ์ว่า Samsung Galaxy S3 จะมียอดขาย 30 ล้านเครื่อง ถือเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกันแม้ Samsung Galaxy S3 จะมีระยะเวลาการขายที่ยาวนานกว่า

  • การออกแบบ
    iPhone 5 – ความหนา 7.6 มิลลิเมตร, เคสโลหะ, ไม่สามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่
    Samsung Galaxy S3 – ความหนา 8.6มิลลิเมตร, เคสพลาสติก, สามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่

Apple ใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อทำให้ iPhone 5 มีความบางลง โดยตัดส่วนที่เป็นกระจกด้านหลังออก, ใช้ Nano-Sim ขนาดเล็กและใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ที่ทำให้หน้าจอบางลง ผลคือ iPhone 5 มีความหนาเพียง 7.6 มิลลิเมตร ซึ่งบางกว่า Samsung Galaxy S3 ที่มีความหนา 8.6 มิลลิเมตร

สิ่งที่น่าประทับใจคือ Apple ได้ออกแบบโทรศัพท์ให้จับถนัดมือถึงแม้ว่าจะมีขนาดบางลง ตรงขอบยังมีหน้าตัดเอียงช่วยให้รู้สึกจับกระชับมากขึ้นและสามารถใช้งานได้ด้วยมือข้างเดียว อลูมิเนียมด้านหลังทำจากวัสดุที่มีคุณภาพไม่ลื่นหลุดมือเหมือนรุ่นก่อน

iPhone 5 มีปัญหาเรื่องรอยขีดข่วนสำหรับตัวเครื่องสีดำ เนื่องจากวัสดุด้านหลังทำจากอลูมิเนียมทำให้เป็นรอยขีดข่วนได้ง่ายและเห็นรอยชัดเจนมากกว่าเครื่องสีขาว ซึ่งทาง Apple ยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องปกติของสินค้าที่วัสดุทำจากอลูมิเนียม

Samsung มาพร้อมกับสีขาวและสีน้ำเงิน Pebble blue ประกอบด้วยพลาสติกทำให้ดูบอบบาง โดยเฉพาะฝาหลังที่บางเป็นพิเศษซึ่งทำให้เป็นที่วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมกับราคา แต่ Samsung Galaxy S3 ยังมีส่วนสำคัญเรื่องของหน้าจอที่มีขนาดใหญ่กว่า iPhone 5 คือหน้าจอขนาด 4.8 นิ้ว (กว้าง 71 มิลลิเมตร) ในขณะที่ iPhone 5 มีความกว้างประมาณ 58 มิลลิเมตร ซึ่งเราแนะนำว่าถ้าคุณสนใจ Samsung Galaxy S3 ควรลองไปสัมผัสก่อนตัดสินใจซื้อเพราะอาจจะพบว่ามีขนาดใหญ่เกินไปเล็กน้อย

  • อุปกรณ์เสริม
    iPhone 5 – หูฟัง Earpod, Lightning, ตัวแปลงพอร์ต Lightning เป็น USB (Adapter)
    Samsung Galaxy S3 – สายชาร์จ microUSB, หูฟังระบบตัดเสียงรบกวน IEM, ที่ชาร์ตแบตเตอรี่

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมทดสอบจะนำอุปกรณ์เสริมของสมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่นมาเทียบกัน เพราะอุปกรณ์เสริมใหม่ที่ Apple เตรียมไว้ใน iPhone 5 ล้วนเป็นสินค้ารูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง และสินค้าเหล่านี้ไม่เคยใช้งานกับรุ่นใดมาก่อน

หูฟังแบบใหม่ของ iPhone 5 เรียกว่า Earpods ซึ่งแตกต่างจากหูฟังแบบเดิมใน iPhone รุ่นอื่นหรือหูฟัง IEM ของ Samsung เอง ตัวหูฟังทำจากพลาสติก มีขนาดเล็กและออกแบบให้ยื่นเข้าไปในช่องหูมากขึ้น เพื่อป้องกันเสียงรบกวนภายนอกมากกว่าหูฟังแบบเดิม

หูฟัง Earpods ใช้งานได้สะดวกสบาย, มีคุณภาพเสียงดีและที่สำคัญยังไม่สร้างความรำคาญให้กับคนอื่นเมื่อต้องโดยสารรถไฟ, รถยนต์ หรือเครื่องบิน เพราะหูฟัง Earpods ตัดปัญหาเสียงเล็ดรอดออกมาได้ดีขึ้น นอกจากนี้ Apple ยังได้ออกแบบ sound port ใหม่ซึ่งทำให้เสียงมีคุณภาพเสียงดีกว่าเดิม เช่น เสียงเบสและเสียงในที่กว้าง เรื่องการป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกยังไม่ดีเท่าที่คาดไว้ ทั้งหมดถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับหูฟังราคา 25 ปอนด์

สายเชื่อมต่อของ iPhone 5 ก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยใช้ช่องต่อขนาด 8-pin จากเดิมที่ใช้ขนาด 30-pin สายเชื่อมต่อรุ่นใหม่นี้ถูก Apple เรียกว่า Lighting ซึ่งดูเข้ากันได้ดีกับพอร์ตของคอมพิวเตอร์ ทั้งหมดจะรวมกันไว้ในกล่อง iPhone 5 พร้อมที่ชาร์จแบตเตอรี่ และที่ถอด SIM ซึ่งผู้ซื้อจะได้รับไปทั้งหมด

Samsung Galaxy S3 ดูธรรมดากว่าในเรื่องอุปกรณ์เสริมแต่การใช้ประโยชน์ก็ไม่ได้น้อยลงไปจากเดิม โดยมีสายชาร์จ microUSB, อุปกรณ์อแดปเตอร์ที่ชาร์จแบตเตอรี่สำหรับเสียบสาย microUSB ลงไป และหูฟัง IEM ของ Samsung ซึ่งช่วยป้องกันเสียงรบกวนภายนอก แต่ถือว่ายังไม่ดีมากเมื่อพูดถึงเรื่องคุณภาพเสียง

  • หน้าจอ
    iPhone 5 – หน้าจอขนาด 4 นิ้ว, ความละเอียด 1136×640 พิกเซล
    Samsung Galaxy S3 – หน้าจอขนาด 4.8 นิ้ว Super AMOLED, ความละเอียด 1280×720 พิกเซล

โทรศัพท์ทุกรุ่นของ iPhone ตั้งแต่รุ่นแรกในปี 2007 มีขนาดหน้าจอ 3.5 นิ้ว แต่ใน iPhone 5 มีขนาดหน้าจอ 4 นิ้วและมีความละเอียด 1136×640 พิกเซล

การเปลี่ยนขนาดหน้าจอ ทำให้หน้าจอมีขนาดใหญ่ขึ้นโดยไม่เพิ่มความกว้างของโทรศัพท์และมีความหนาแน่นพิกเซลเท่ากับ iPhone4S ผลคือ iPhone 5 เหมาะกับการชมภาพยนตร์มากขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม หลายแอปพลิเคชันนั้นมีการพัฒนาเพื่อรองรับหน้าจอ iPhone 5 ที่ยาวขึ้น แต่ก็ยังมีบางแอปพลิเคชันที่ยังรองรับเฉพาะหน้าจอขนาดเดิม ทำให้ยังแสดงผลไม่เต็มหน้าจอ

Galaxy S3 ไม่ได้สนใจเรื่องความกว้างหน้าจอเหมือน iPhone 5 เพราะขนาดหน้าจอ 4.8 นิ้วของ Samsung Galaxy S3 ทำให้เครื่องมีความกว้างมากเกินไปหากไปอยู่ในมือผู้ใช้ที่มีฝ่ามือเล็ก โดยความกว้างของ Galaxy S3 บันทึกได้ 7.6 เซนติเมตร

อย่างไรก็ตาม ความละเอียดหน้าจอของ Samsung Galaxy S3 ยังมีมากกว่า iPhone 5 อยู่เล็กน้อย โดยมีความละเอียดอยู่ที่ 1280×720 พิกเซล

เทคโนโลยีหน้าจอของทั้งสองแตกต่างกันค่อนข้างมาก Samsung Galaxy S3 ใช้หน้าจอแบบ Super AMOLED สามารถแสดงสีดำและสีสันสดใสได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ iPhone 5 ใช้หน้าจอแบบ IPS แสดงสีที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ใช้ใน iPads และ iPhone

เมื่ออยู่ในสภาพแสงจ้า iPhone 5 ถือว่าเป็นผู้ชนะเมื่อเปรียบเทียบเรื่องประสิทธิภาพของหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นด้านการลดแสงสะท้อนของหน้าจอและการมองเห็นที่ชัดเจน

  • Software
    iPhone 5 – ระบบปฏิบัติการ iOS6
    Samsung Galaxy S3 – ระบบปฏิบัติการ Android 4.0 Ice Cream Sandwich (กำลังจะเปลี่ยนเป็น 4.1), หน้าตาโปรแกรมสไตล์ TouchWiz UI

เราได้เห็นการแข่งขันดุเดือดระหว่าง iOS และ Android มาตั้งแต่ Android แจ้งเกิดในปี 2008 โดย Android สามารถจับมือกับพันธมิตรได้ดีกว่าในเวลานั้น จนทำให้มีการพัฒนาที่รวดเร็วและเติบโตใกล้เคียงกับ iOS ขณะที่ iOS ก็ยังถูกมองว่ามีการพัฒนาที่ต่อเนื่องและมั่นคงมาตลอดเช่นกัน

Samsung Galaxy S3 ยังใช้ระบบปฏิบัติการ Android 4.0 Ice Cream Sandwich แทนที่จะเป็น Jelly Bean เวอร์ชันล่าสุด โดย Android 4.1 Jelly Bean (ชื่อเริ่มแรกเรียกว่า Project Butter) นั้นถูกออกแบบให้ชิปในสมาร์ทโฟนทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้สมาร์ทโฟน Android สามารถแสดงภาพหน้าจอระดับ 60 เฟรมต่อวินาที (60fps)

จุดที่น่าสนใจคือ Android มีคุณสมบัติหลายจุดที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า iOS ผู้ใช้สามารถตั้งค่าโทรศัพท์ในการเรียกใช้คุณสมบัติพื้นฐานได้ตามต้องการ เช่น การเปลี่ยนแอปพลิเคชันอ่าน SMS เป็นแอปพลิเคชันของนักพัฒนารายอื่น ซึ่งใน Apple ไม่สามารถทำได้

อีกจุดที่เห็นได้ชัดคือ ส่วนหน้าหลักหรือ home screen ของ Android นั้นเปิดให้ผู้ใช้สามารถควบคุมรูปแบบเลย์เอาท์หรือการจัดวางเมนูได้เอง ซึ่งถือว่ามีความเป็นอิสระมากกว่า iOS

Samsung Galaxy S3 ได้รับประโยชน์จากความผิดพลาดของ Apple เนื่องจาก iOS ได้ปลดระบบแผนที่ Google Map ออกแล้วแทนที่ด้วย Apple Map ของตัวเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะ Apple Map ยังไม่สามารถทำงานได้ดีพอ โดยข้อมูลยังล้าสมัย และยังมีข้อผิดพลาดในการสะกดชื่อเมืองและถนนอยู่ ตรงกันข้ามกับ Samsung Galaxy S3 ที่ยังคงใช้ระบบแผนที่ดั้งเดิม Google Map ต่อไป ซึ่งถือเป็นระบบแผนที่ที่มีข้อมูลตรงตามจริงที่สุดในเวลานี้

Samsung Galaxy S3 ยังได้รับประโยชน์จาก TouchWiz UI อินเทอร์เฟสครอบระบบปฏิบัติการ Android 4.1 Jelly Bean ซึ่ง Samsung พัฒนาความสามารถลงไปเพิ่มเติม จุดนี้ทำให้ Galaxy S3 มีคุณสมบัติที่มีเฉพาะใน 4.1 Jelly Bean เท่านั้น เช่น ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวของดวงตาก่อนการปิดไฟ backlight บนหน้าจอ รวมถึงระบบเชื่อมต่อ NFC ที่ฝังในเครื่อง

  • หน่วยประมวลผลและหน่วยความจำ
    iPhone 5 – RAM 1GB, ชิป A6, เทคโนโลยี TBC
    Samsung Galaxy S3 – RAM 1GB, Exynos 4412, Quad-core 1.4GHz

จุดหนึ่งที่ Samsung Galaxy S3 สามารถชนะ iPhone ได้คือการใช้ชิปควอดเดอร์ Exynos 4412 ซึ่งใช้ระบบประมวลผล 4 แกนที่ความเร็วนาฬิกา 1.4GHz

อย่างไรก็ตาม Apple ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลมากนักในเรื่องของ CPU ใน iPhone 5 สิ่งที่รู้กันในขณะนี้มีเพียงชิป A6 มีความเร็วมากกว่าเดิม 2 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับชิปรุ่นเดิมใน Iphone4S ซึ่งเป็นซีพียู Dual-Core ความเร็ว 1GHz ที่ทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลภาพกราฟฟิก PowerVR SGX543MP2

ดังนั้นคำถามว่า ชิปใน iPhone 5 เป็นชิป Quad-core หรือไม่? มีความเร็วมากเท่าใด? ล้วนยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้

  • การเชื่อมต่อ
    iPhone 5 – ระบบการเชื่อมต่อแบบใหม่ 8-pin, nanoSIM, ไม่มีช่องเสียบ microSD
    Samsung Galaxy S3 – ระบบการเชื่อมต่อ microUSB, microSIM, มีช่องเสียบ microSD

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของ iPhone 5 คือการเปลี่ยนจากระบบการเชื่อมต่อ 30-pin ที่เคยใช้ใน iPods, iPads และ iPhone ในรุ่นก่อนไปใช้ระบบการเชื่อมต่อแบบใหม่ 8-pin ซึ่งมีขนาดเล็กลงจนเทียบได้กับ microUSB แบบมาตรฐาน แต่ก็ยังถือว่าพอร์ต 8-pin นั้นแตกต่างจากสาย microUSB อยู่ดี ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ Apple ไม่เคยเดินตามมาตรฐานเทคโนโลยีทั่วไปและพยายามออกสินค้าเวอร์ชันของตัวเองเสมอถ้าทำได้

ปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงพอร์ตเชื่อมต่อคือ iPhone รุ่นใหม่จะไม่สามารถเข้ากันได้กับอุปกรณ์เสริมของ iPhone ที่ผ่านมาได้ ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องดีเลยถ้าคุณเป็นเจ้าของสินค้าที่มีพอร์ต 30-pin ติดอยู่อย่างลำโพงรุ่นแพง

อย่างไรก็ตาม Apple ได้ผลิตตัวแปลงหรืออแดปเตอร์ เพื่อเปลี่ยนพอร์ต 30-Pin แบบเก่าให้เป็นพอร์ต 8-Pin แบบใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งผู้สนใจจะต้องซื้อมาใช้งานเองต่างหาก

ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงพอร์ตครั้งใหญ่ แต่ผู้ใช้ iPhone 5 ก็ยังไม่สามารถขยายหน่วยความจำเนื่องจาก iPhone 5 ยังคงไม่มีช่องเสียบ memory card ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ก็ยังคงต้องพึ่งพาโปรแกรม iTunes เมื่อต้องการถ่ายโอนข้อมูลเช่น เพลงและภาพถ่าย ระหว่างโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์เช่นเดิม

ทั้งหมดนี้ตรงกันข้ามกับ Samsung Galaxy S3 เพราะผู้ใช้ S3 สามารถใช้การ์ด microSD และสายเชื่อมต่อ microUSB แบบมาตรฐานซึ่งสามารถส่งผ่านข้อมูลเพื่อเชื่อมต่อกับวีดีโอระดับ HD ที่มีระบบเสียงรอบทิศทางด้วยพอร์ต HDMI เมื่อใช้คู่กับสายเคเบิลที่เหมาะสม นอกจากนี้ Samsung Galaxy S3 สามารถโอนถ่ายข้อมูลโดยการลากและวางไฟล์ได้โดยตรงเมื่อเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ต USB ซึ่งแตกต่างต่างจาก iPhone ที่ต้องใช้ iTune ในการถ่ายโอนข้อมูล

  • กล้องถ่ายรูป
    iPhone 5 – ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล, แฟลช LED
    Samsung Galaxy S3 – ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล, แฟลช LED

แม้ว่า iPhone 5 จะได้รับการปรับปรุงมากมายเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน แต่ตัวกล้องดิจิตอลกลับเป็นส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก โดย iPhone รุ่นใหม่ยังคงใช้กล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซลพร้อมแฟลช LED เท่าเดิม ระยะโฟกัส f/2.4 และเลนส์ 5 ชิ้นแบบเดียวกับที่ใช้บน iPhone 4S

ความน่าสนใจของ iPhone 5 ยังอยู่ที่คุณสมบัติถ่ายภาพวิวมุมกว้าง Panorama เพียงแค่แตะและเลื่อนภาพ ระบบก็จะสร้างภาพวิวต่อเนื่องอัตโนมัติซึงให้ความรู้สึกต่างจากการถ่ายภาพ Panorama ทั่วไป ซึ่งภาพที่ได้มีความคมชัดสวยงามบนความละเอียดสูงสุด 28 ล้านพิกเซล

กล้องของ Samsung Galaxy S3 มีความละเอียด 8 ล้านพิกเซลมาพร้อมกับคุณสมบัติที่ลดการสั่นไหวของภาพ, ระบบจับภาพใบหน้า, Video ความละเอียด 1080 พิกเซลและแฟลช LED แต่อย่างไรก็ตาม คุณภาพของกล้องกลับทำได้ดีที่สุดเพียงเทียบเท่า iPhone4S เชื่อว่าเป็นเพราะ iPhone 5 มีการพัฒนาที่คุณสมบัติการถ่ายภาพแบบก้าวกระโดด

  • แบตเตอรี่
    iPhone 5 – ความจุ 1440mAh
    Samsung Galaxy S3 – ความจุ 2100mAh

ความจุแบตเตอรี่ iPhone 5 ไม่ต่างจากเดิมมากนัก ซึ่ง iPhone4S มีความจุแบเตอรี่อยู่ที่ 1430mAh สามารถฟังเพลงได้ 40 ชั่วโมง, สนทนาผ่าน 3G ต่อเนื่องได้นาน 8 ชั่วโมง

เช่นเคย iPhone 5 ไม่สามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เหมือนไอโฟนรุ่นก่อนหน้านี้ ต่างจากแบตเตอรี่ของ Samsung ซึ่งถอดได้และมีความจุมากกว่าคู่แข่งราว 20% เช่น HTC One X ที่มีความจุแบตเตอรี่อยู่ที่ 1800 mAh และ Sony Xperia มีความจุแบตเตอรี่อยู่ที่ 1750mAh

  • สรุป

การแข่งขันระหว่าง iPhone 5 กับ Samsung Galaxy S3 นั้นมีความหมายมากกว่าการแข่งขันระหว่างสมาร์ทโฟน 2 รุ่น แต่เป็นการแข่งขันที่ครอบคลุมในภาพรวมทั้งระดับระบบปฏิบัติการ iOS กับ Android หรือระดับแบรนด์ Apple กับ Google

สิ่งที่สรุปได้ชัดเจนคือ Samsung Galaxy S3 นั้นมีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า เช่นหน่วยความจำที่สามารถเพิ่มเติมภายหลังได้ และระบบปฏิบัติการหรือ OS ที่ปรับแต่งได้มากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเครื่อง iPhone 5 ที่ใช้วัสดุเป็นโลหะกลับให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมมากกว่า และยังออกแบบให้เหมาะมือมากกว่า รวมถึงขนาดหน้าจอ 4 นิ้วที่ทำให้ผู้ใช้ iPhone 5 ไม่รู้สึกว่าเครื่องมีขนาดเล็กมากนักเมื่อเทียบกับ Samsung Galaxy S3

ตบท้ายตามธรรมเนียม ตามไปดูตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติเครื่อง iPhone 5 และ Samsung Galaxy S3 ด้านล่าง

ผู้สนใจชมวิดีโอเปรียบเทียบฉบับเร่งด่วน สามารถชมได้ที่  www.trustedreviews.com

Comments

comments

appreview

ทีมงาน แอพรีวิว คอยเลือกเฟ้นแอพที่น่าสนใจ สำหรับแฟนๆ ^^

You may also like...

1 Response

  1. Naimen Ha' says:

    ผลิตภัณฑ์อาหารเสิรมจินดามณีสำหรับบำรุงร่างกายปรับความดันควบคุมระดับน้ำตายในเลือดลดคอเลสเตอรอล

    รับประกันการ์นตีโดย อาจารย์หนูกันภัย

    สอบถามข้อมูล 085-312-9994 หรือ 085-312-9995

    http://www.jindamaneeherb.com อย. 11-1-06353-1-0214

Leave a Reply