รีวิว Samsung Galaxy Note ฉบับฮาร์ดแวร์

จากบทความที่แล้ว ทำความรู้จักกับ Samsung Galaxy Note ที่ได้ทำการเกริ่นนำไว้ หากท่านใดที่เข้ามาอ่านบทความนี้ โดยที่ยังไม่ได้อ่านที่เกริ่นนำเอาไว้ตามลิ้งที่กล่าวไว้ข้างต้น ทางเราก็ขอแนะนำให้กลับไปอ่านเพื่อทำความรู้จักกับเจ้า Galaxy Note เสียก่อน ซึ่งจะทำให้สามารถอ่านบทความนี้ได้เข้าใจง่ายขึ้นครับ

อาจจะแลดูช้าไปสักนิด (เหรอ?) ที่จะมารีวิวเจ้า Galaxy Note ตัวนี้ ก็เพราะว่ามันได้วางขายไว้ไปเป็นที่เรียบร้อยหลายเดือนแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ทางเราก็จะขอฝากบทความรีวิวนี้ ไว้ให้สำหรับผู้ที่กำลังคิดจะซื้อเจ้า Galaxy Note มาเป็นข้อมูลในการใช้พิจารณาอีกทางหนึ่ง

ประการแรกเลยต้องขอขอบคุณ บริษัท Samsung Thailand ที่ได้อุปการะเครื่อง Galaxy Note ให้แก่ทาง GalaxyLovers สำหรับการรีวิวครั้งนี้

และนี่ คือเครื่องรายละเอียดของเครื่องและเฟิร์มแวร์ของเครื่องที่ใช้ทดสอบ

หากท่านติดตามบทความทำความรู้จักกันมาก่อน ท่านอาจจะเห็นสเปคของเจ้า Galaxy Note นี้แล้วว่า… มันแรงหลุดโลกเลยจริงๆ ด้วย CPU ที่มีความเร็ว 1.4 GHz แถมเป็น dual-core อีกต่างหาก มาพร้อมกับ GPU ARM Mali-400 ก่อนที่เราจะดูรูปร่างสัดส่วนต่างๆ ของเครื่อง ก็ขอทดสอบประสิทธิภาพก่อนเลย แล้วมาดูกันว่า ไอ้สเปคที่มันแรงหลุดโลกเนี่ย มันจะแรงจริงอย่างที่กล่าว หรือว่าจะแรงแหกตา ไม่แรงจริงอย่างที่ควรจะเป็น

เริ่มแรกก็ขอทดสอบประสอบประสิทธิภาพกับแอพพลิเคชั่นมาตรฐานอย่าง Quadrant Standard เสียก่อน โดยการทดสอบนี้จะใช้โหมด Full benchmark คือ การทดสอบประสิทธิภาพโดยรวม

 

ต่อไปก็จะทดสอบการแสดงผลกราฟิคด้วยแอพพลิเคชั่น Neocore ซึ่งเป็นการทดสอบกราฟิคในระดับกลางๆ ทั่วๆ ไป ตามนี้

 

และสุดท้าย ก็เป็นการทดสอบการแสดงผลกราฟิคอีกเช่นกัน แต่คราวนี้จะเป็นการ “จัดหนัก” คือ ใช้แอพพลิเคชั่น NenaMark2 ในการทดสอบประสิทธิภาพนี้ ผลที่ได้เป็นดังนี้

 

ผลจากการทดสอบประสิทธิภาพกับแอพพลิเคชั่น 3 ตัวดังกล่าว พบว่า เจ้า Galaxy Note สามารถทำประสิทธิภาพออกมาได้แบบไม่ผิดหวังเลยจริงๆ  แต่อย่างไรก็ตาม ทางเราได้พบว่า เมื่อได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพเสร็จแล้ว เจ้า Galaxy Note นี้กลับร้อนขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด ตรงจุดนี้จึงเป็นอีกข้อเสียที่สำคัญประการหนึ่งของรุ่นนี้

หลังจากได้เห็นประสิทธิภาพไปแล้ว คราวนี้เรามาดูที่ตัวเครื่องกันบ้าง

 

ด้านหน้า

ถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเจ้า Galaxy Note ตัวนี้จริงๆ ที่มีหน้าจอที่กว้างถึง 5.3 นิ้ว (แนวทแยงมุม) ซึ่งทำให้หน้าจอมีขนาดใหญ่มหึมาในระดับ Smartphone ง่ายต่อการใช้นิ้วสัมผัส  และด้วยความใหญ่ของมัน เวลาอยากใช้นิ้วแตะลงที่จุดไหน ก็สามารถทำได้อย่างแม่นยำ

จอที่ใช้เป็นจอ Super AMOLED ซึ่งให้สีสันที่สดใสสวยงาม และให้ความคมชัดเป็นอย่างมาก

ปุ่มบริเวณด้านหน้าก็จะมีปุ่มกายภาพอยู่ 1 ปุ่ม ซึ่งปุ่มนี้เป็น Home และอีกสองปุ่มที่อยู่ข้างๆที่เป็นปุ่ม Capacitive มีปุ่ม Menu อยู่ทางด้าน และปุ่ม Back หรือย้อนกลับอยู่ทางด้านขวา

ตรงบริเวณโลโก้ของ samsung จะมีกล้องหน้าที่มีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และลำโพงสนทนา

ทั้งนี้ อีกเอกลักษณ์ของเจ้านี่ก็คือ ปากกา S-Pen ซึ่งเอาไว้ใช้สัมผัสแทนนิ้วของเราได้ เหมาะแก่การเขียนหรือวาดลงบนหน้าจอ ซึ่งเจ้าปากกา S-Pen ตัวนี้ จะใช้ได้เฉพาะกับเจ้า Galaxy Note ตัวนี้เท่านั้น

ปากกา S-Pen ตรงด้ามจับ หรือที่ยึดกับตัวเก็บ จะเป็นพลาสติกชุบโครเมี่ยม โดยได้ลงโลโก้ของ Samsung เอาไว้ บริเวณด้ามปากกาจะเป็นพลาสติก

จากการทดลองใช้ S-Pen ตัวนี้ เขียนอะไรเล็กๆ น้อยๆ บันทึกงานหรือสิ่งจำเป็นต่างๆ ไว้ ปรากฎว่า มันให้ความรู้สึกที่เกือบจะเหมือนกับเขียนลงไปบนกระดาษเองจริงๆ แต่ในการใช้ครั้งแรกอาจจะยังไม่คุ้นเคย ต้องใช้เวลาสักพักเพื่อที่จะเรียนรู้และปรับตัวให้ใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว

 

ด้านหลัง

ฝาหลังของ Galaxy Note เป็นพลาสติกกัดลาย ซึ่งนอกจากจะง่ายต่อการหยิบจับและไม่ทำให้หลุดมือง่ายแล้ว ยังทำให้ไม่เป็นรอยต่างๆ ได้ง่ายๆ อีกด้วย

ส่วนบนของด้านหลังจะเป็นกล้องถ่ายรูปหลักความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช LED ส่วนล่างบริเวณโลโก้ จะมีช่องลำโพงอยู่ และเฉียงซ้ายด้านใต้ของลำโพงจะเป็นช่องเก็บปากกา S-Pen

ภายในฝาหลัง

ฝาหลังของเจ้าตัวนี้เอาออกง่าย แต่การใส่กลับเข้าไปและทำให้ปิดให้แน่นสนิทนั้นค่อนข้างยุ่งยาก คือต้องกดปิดทุกมุมให้แน่นเหมือนปิดทัปเปอร์แวร์ยังไงยังงั้น คงทำมาให้ปิดยากเพื่อจะให้คนไม่ต้องเปิดในส่วนนี้บ่อยๆ

เมื่อเปิดเข้ามาเราก็จะน๊อตจำนวนมากมาย พร้อมกับเห็นตัวลำโพง ช่องใส่ซิม และแบตเตอรี่ขนาด 2,500 mAh

ในส่วนลำโพง ถึงแม้ขนาดของมันอาจจะดูเล็ก แต่เสียงที่มันถ่ายทอดออกมาทำให้ขึ้หูดิ้นได้เลยทีเดียว งานนี้คงไม่ต้องพูดถึงความละเอียดของเสียง เพราะถ้าอยากจะได้รายละเอียดของเสียงจริงๆ แนะนำว่าไปซื้อลำโพงแยกเสียดีกว่า

ในส่วนช่องใส่ซิม ในกรณีที่เราใส่แบตอยู่ เราอาจจะแทรกซิมการ์ดเข้าไปได้ แต่ถ้าหากต้องการจะเอาซิมออก อันนี้ต้องเอาแบตเตอรี่ออกสถานเดียว ในส่วนของ MicroSD Card อันนี้คิดว่าควรจะเอาแบตเตอรี่ออกแล้วค่อยใส่เข้าหรือถอดออกจะดีกว่า แต่ถ้าหากท่านใดมีเทคนิคขั้นสูงที่จะสามารถสอดแทรกเอา MicroSD Card แข็งๆ ผ่านช่องแคบๆ เข้าไปได้ อันนี้ก็ไม่ว่ากัน

 

ขอบข้าง

ขอบข้างของ Galaxy Note เป็นพลาสติกชุบโครเมี่ยมอีกเช่นกัน โดยจะขอแบ่งเป็นส่วนต่างๆ คือ ขอบบน ขอบล่าง ขอบข้างซ้าย และขอบข้างขวา ดังนี้

– ขอบบน
ในส่วนของขอบบน จะมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร และไมโครโฟน

 

– ขอบล่าง
ขอบล่างจะมีช่องเชื่อมต่อแบบ MicroUSB, ไมโครโฟน และ ช่องเก็บปากกา S-Pen

– ขอบข้างซ้าย
มีแค่ปุ่มเพิ่มและลดเสียง อยู่บริเวณส่วนบนของเครื่อง

 

– ขอบข้างขวา
มีเพียงปุ่ม Power หรือปุ่มเปิดเครื่อง อยู่บริเวณส่วนบนของเครื่อง

 

การใช้งานต่างๆ

การพกพา หากพกพาโดยมีกระเป๋าแยกก็จะสะดวก ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าหากใส่กระเป๋ากางเกง อาจจะลำบากต่อการพกพา เพราะด้วยขนาดที่ใหญ่ จึงทำให้อาจจะใส่เข้าไปยาก ยิ่งใส่กางเกงรัดรูปหรือขาเดฟด้วยแล้ว ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่ แต่การหยิบออกมาจากกระเป๋ากางเกงนั้นง่ายกว่าการใส่เข้าไปมาก

แบตเตอรี่ของ Galaxy Note นี้ ถึงจะมีขนาดมากถึง 2,500 mAh แต่แบตเตอรี่นั้นหมดเร็วมากๆ ผลจากการทดสอบ คือ ปิด WiFi, Bluetooth, GPS ทุกอย่าง ไม่เชื่อมต่อ EDGE หรือ 3G ใดๆเลย และไม่มีใครโทรเข้าเลย ปิด Standby ทิ้งไว้ตอนเช้าถึงเย็น ประมาณ 10 ชั่วโมง ผลปรากฎว่า จากที่แบตเตอรี่เต็ม 100% พอมาเปิดดูตอนเย็นอีกที เหลือเพียง 55% ยิ่งเชื่อมต่อ WiFi, EDGE โดยเฉพาะ 3G  และเล่นตลอดเวลายิ่งไม่พูดถึง อยู่ได้เพียงครึ่งวันนิดๆ ในด้านแบตเตอรี่ถือว่าทำได้ไม่ดีเท่าไหร่

เรื่องความร้อน เมื่อใช้เจ้าตัวนี้ไปได้แค่เพียงช่วงสั้นๆ มันก็ร้อนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และถ้าเล่นไปนานๆ ก็จะรู้สึกร้อนมากๆ สามารถรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาได้ แต่ถึงแม้เครื่องจะร้อนแค่ไหน เครื่องก็ยังคงตอบสนองต่อการใช้งานได้ดีไม่มีผิดเพี้ยนแต่ประการใด

 

คำแนะนำสำหรับผู้ที่ซื้อไปใช้งานแล้ว

ด้วยความที่เจ้า Galaxy Note ตัวนี้ สูบแบตยิ่งกว่าเราดื่มน้ำเสียอีก ดังนั้นจึงขอแนะนำว่า ควรพกที่ชาร์จพกพาไว้ดีกว่า จะได้ใช้งานเจ้านี่ได้อย่างสบายใจ

ในส่วนของปากกา S-Pen สำหรับผู้ที่ไม่มีเล็บ อาจจะยากต่อการดึง S-Pen ออกมา ขอแนะนำว่าอย่าเอาอะไรที่แข็งๆ อย่างฟุตเหล็กมางัด เพราะถ้าพลาด ท่านอาจจะไปขูดกับด้ามจับที่เป็นขอบพลาสติกชุบโครเมี่ยม ซึ่งทำให้มันลอกออกมาและทำให้เกิดรอยใจสลายได้ ค่อยๆ ดึงออกมาแบบใจเย็นๆจะดีกว่า

อีกอย่างในส่วนของปากกา S-Pen ก็คือ อย่าบิดระหว่างส่วนพลาสติกสีดำ กับด้ามจับพลาสติกชุบโครเมี่ยมเด็ดขาด เพราะส่วนเชื่อมต่อระหว่างสองจุดนี้มีความเปราะบางเป็นอย่างมาก ในตอนแรกอาจจะแน่นหนา แต่เมื่อมันหลุดออกมา ก็จะไม่มีโอกาสที่จะทำให้มันกลับมาแน่นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว (นอกจากซื้อใหม่) และจะหลุดออกมาบ่อยๆ

 

และแล้วก็ขอจบการรีวิว Galaxy Note ฉบับฮาร์ดแวร์ไว้เพียงเท่านี้ คราวต่อไปไว้มาพบกับ Galaxy Note ฉบับซอฟต์แวร์กันครับ

Comments

comments

You may also like...

No Responses

  1. puu says:

    Thank you

  1. March 25, 2012

    […] รีวิว Samsung Galaxy Note ฉบับฮาร์ดแวร์ ไป […]

Leave a Reply