หลังจากได้ Galaxy S3 มาครอบครอง เพราะผมเพิ่งมีเงินไปสอยมา ก็เล่นๆไปพบว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในการใช้งานระดับแรกที่จะเจอก็คือ TouchWiz แบบใหม่ที่มีชื่อว่า Nature UX หรือดีไซน์แบบธรรมชาตินั่นเอง มีอะไรเด่นๆบ้างลองไปดูกัน
อ่านตอนแรก Review Galaxy S3 ภาค Hardware + Performance คลิก >>ทีนี่<<
ผมเองก็คาดว่า Galaxy Note 2 หรือมือถืออื่นๆที่จะออกในอนาคต ก็น่าจะใช้ TouchWiz Nature UX ตัวนี้เหมือนกัน ซึ่งหลายคนที่เล็งๆไว้ ลองอ่านบทความนี้เพื่อทำความรู้จักกับมันก่อนก็ได้ครับ
ตัวเครื่องที่ผมใช้ Review ครั้งนี้เป็น Galaxy S3 ที่ผมใช้งานอยู่โดยเป็นเครื่อง i9300 ที่ได้รับการอัพเดทตัวล่าสุดในตัวเครื่องแล้ว ทำให้หน้าตาบางอย่างอาจจะไม่เหมือนกับเครื่องที่แกะกล่องมาทันทีนะครับ เช่น แถบปรับแสงใน Notification Bar ต้องอัพเดทก่อนถึงจะโผล่มานะ
TouchWiz Nature UX นั้นเป็น ส่วนผู้ที่ติดต่อกับผู้ใช้โดยตรง (User Interface) ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ปรากฎอยู่บนหน้าจอ และแสดงผลอื่นๆเช่น เสียง ดังนั้นพูดได้ง่ายๆว่าเป็นส่วนหน้าตา Software ของเครื่องนั่นเอง เราไปดูกันว่าแต่ละส่วนเป็นอย่างไรและมีอะไรเด่นกันครับ
ในบทความนี้ผมจะพาไปรู้จักและแนะนำคร่าวๆกันก่อน และบทความถัดไปจะแนะนำในส่วนของการตั้งค่าโดยละเอียดนะครับ
หน้า Lock Screen
หน้า Lock screen นั้นใน TouchWiz แบบก่อนๆคือจะเป็นเลื่อนทั้งหน้าจอออกนอกจอบ้าง หรือบางรุ่นก็จะเป็นแตะแล้วลากตรงไหนก็ได้แล้วเป็นรูปแม่กุญแจขึ้นมาเพื่อ Unlock แต่ใน Galaxy S3 นั้นสามารถเปิดสิ่งที่เรียกว่า “Ripple Effect” หรือ เอฟเฟคท์แบบคลื่นน้ำได้ โดยที่เราจิ้มตรงไหนก็เหมือนเราตีน้ำเป็นคลื่นออกมา สร้างความสวยงามและเพลิดเพลินได้เลยทีเดียว แถมยังมีเสียงเหมือนคลื่นน้ำจริงๆให้ได้ยินด้วย (ใครเห็นรูปไม่ชัดลองไปดูคลิปด้านล่างได้เน้อ)
ยิ่งไปกว่านั้นหน้า Lock Screen เราสามารถตั้ง ShortCut ด้านล่างของหน้าจอได้ 4 อัน ทำให้เราเข้า App ได้เลยโดยไม่ต้องปลดล้อคหน้าจอก่อน โดยการแตะไอคอนนั้นๆแล้วลากออกไปสักระดับหนึ่ง ก็จะวิ่งเข้าหน้า App นั้นได้เลย ซึ่งสะดวกมากๆ
เสียง
ในส่วนของเสียงนั้นนับว่าเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของ Nature UX เลยทีเดียว เพราะปกติแล้วเสียงในการกดปุ่มต่างๆในมือถือรุ่นอื่นๆมักจะเป็นเสียงสังเคราะห์ หรือเสียงกดทั่วๆไป แต่ Nature UX ได้เลือกเสียง “ธรรมชาติ” ตามชื่อเลย
เสียงธรรมชาติในส่วนของการกดปุ่ม หรือเลือกอะไรก็ตามบนหน้าจอ จะเป็นเสียงคล้ายๆหยดน้ำดัง “จ๋อม” (บางคนก็ออกเสียง “บ๋อม” บุ๋ม” แล้วแต่) ทำให้เสียงฟังดูแล้วลื่นหูดีครับ
ในส่วนของ Ringtone และเสียง Notification ที่ให้มา เสียงก็จะออกแนวธรรมชาติ หรือเป็นเครื่องดนตรีที่แสดงบรรยากาศธรรมชาติ จะไม่มีริงโทนประเภทดนตรีอิเลคทรอนิกส์ หรือ แนวเทคโนโลยีมากนัก
[youtube]http://youtu.be/9tpVc1EL_Z4[/youtube]
ชื่อของริงโทนก็จะสื่อแนวธรรมชาติ เช่น Seaside, Over the Horizon(เพลงมาตรฐานของ Samsung ที่เปิดในงาน S3) หรือ Underwater World เป็นต้น แต่ถ้าใครไม่ชอบดนตรีหวือหวาก็ยังมีเสียง Beep ให้เลือกเช่นกัน
เสียง notification ที่ตั้งมาเป็นมาตรฐานก็จะเป็นเสียงผิวปาก ส่วนเสียงอื่นๆก็มีเสียงกระดิ่ง เสียงเปิดขวด เป็นต้น
ในเสียงของนาฬิกาปลุกก็จะเป็นเสียงแบบเบาสบายค่อยๆปลุกขึ้นมา เหมือนเสียงคลื่นกระทบฝั่ง หรือเดินในป่า โดยถ้าตั้งในนาฬิกาปลุกพวกนี้จะมีคำว่า Alarm ต่อท้ายครับ
หน้า Home
หน้า Home หรือหน้าจอหลักที่ไม่ใช่หน้าจอรวม App จะเป็นจุดที่เราเรียกได้ว่าน่าจะใช้งานเยอะสุด ไม่ว่าจะออกจากแอปโดยการกดปุ่ม Home หรือ ปลดล้อคเครื่องก็จะเจอหน้าจอนี้
ตัว TouchWiz Nature UX นั้น Homescreen มีแค่แนวตั้งแบบเดียว แม้ว่าเราจะเปิดหมุนหน้าจอ (Screen Rotation) แล้วก็ไม่สามารถหมุนมาใช้แนวนอนได้นะครับ
ด้านล่างสุดจะเป็น Dock สามารถใส่ได้ 4 Apps ทางด้านซ้าย และด้านขวาสุดจะ Lock ไว้สำหรับการกดเข้า App Drawer (หน้ารวม App) โดย Dock นี้จะไม่เปลี่ยนไปเวลาเราเปลี่ยนหน้าจอด้านบน ซึ่งเหมาะสำหรับ App ที่เราใช้บ่อยๆ เช่น โทรศัพท์ หรือ Internet (สำหรับผมนะ)
จุดสีขาวๆเหนือDock คือตัวที่บอกเลขหน้าว่าเราอยู่หน้าไหน เราสามารถแตะค้างไว้แล้วรูดเปลี่ยนหน้าแบบรวดเร็ว หรือจิ้มจุดที่ต้องการเพื่อไปหน้านั้นแบบเร็วได้เลยเช่นกันครับ
ด้านบนจะเป็นหน้าจอที่เราสามารถใส่ App หรือ Widget ได้ตามใจ จะเป็นตาราง 4×4 นั่นคือใส่แอปได้ทั้งหมด 16 อันต่อหน้าจอ และสามารถเพิ่มหน้าจอได้ทั้งหมด 7 หน้า (รวมกันก็มี 16 x 7 = 112 ช่อง) Effect เลื่อนหน้าจอจะเป็นเหมือนเลื่อนหน้ากระดาษออกไปทีละแผ่น ซึ่งสวยงามและเป็นธรรมชาติดีครับ
ในส่วนของ Icon มาตรฐานก็จะคล้ายๆกับ Touchwiz เก่าคือสีสันจะสดใส และมีทุกเฉดสีให้โดดเด่นออกมา เช่น สีส้ม สีเขียวสดๆ ซึ่งทำให้เราหาง่ายสะดุดตาครับ
หน้า Drawer
หน้ารวม App หรือ Drawer ในรุ่น ICS จะมีให้เลือกทั้ง Apps และ Widget ในหน้านี้ โดยเราสามารถได้ว่าจะดู Apps หรือ Widget ในแถบด้านบน ส่วนขวาสุดจะเป็นกดเข้าไปดูเฉพาะ App ที่โหลดมาจาก Play Store
การจัดเรียง App และ Widget จะเป็นหน้าๆเหมือน Home Screen ซึ่งจะเพิ่มจำนานหน้าไปเรื่อยๆตาม App หรือ Widget ทืี่เราโหลดลงมาเพิ่ม ด้านล่างก็จะมีจุดขาวแสดงหน้าและทำการเลื่อนแบบเร็วได้เหมือน Home เลย
หน้าจอโดยมาตรฐานแล้วจะเรียง Apps ตามลำดับการติดตั้ง เราสามารถกด Menu ขึ้นมาแล้วกด Edit เพื่อสลับตำแหน่ง App ตามใจเราได้ หรือเราสามารถเปลี่ยนรูปแบบการเรียงเป็นเรียงตามลำดับอักษร หรือเรียงเป็นแบบรายชื่อแนวตั้งได้ (เหมือนรายชื่อในเบอร์โทรศัพท์)
เราสามารถกดแช่ App ที่ต้องการไว้เพื่อนำ App นั้นไปใส่ในหน้า Home ได้ หรือกด Menu เพื่อเลือก Uninstall หรือกดซ่อน App ที่ต้องการได้เช่นกัน หรือแม้กระทั่ง Share App ที่เราโหลดจาก Play Store โดยส่งเป็นลิงค์ไปให้เพื่อนๆคนอื่นได้อีกด้วย
ในส่วนของ Widget ก็จะมีมาตรฐานให้มาในส่วนของทั้ง Samsung เองและที่มาจาก Android มาตรฐานอยู่แล้ว (เช่น Play Store, Gmail) ในส่วนของ Samsung เองนั้นมีให้เลือกเยอะแยะ อาทิเช่น นาฬิกา Widgetสภาพอากาศ และ App S ทั้งหลายแหล่ครับ
วิธีการนำไปใส่ในหน้าจอ Home ก็ไม่ยากครับเหมือน App เลย คือกดแช่ไว้จนมันลอยก็เอาไปแปะที่หน้าจอครับ ก็เป็นอันเสร็จพิธี อ้อจะบอกว่าหน้า Drawer นั้นเหมือน Home Screen นะครับคือใช้ได้แต่แนวตั้งเท่านั้นจ้า
Notification Bar & Power Option
แถบแสดงการเตือนจะรูดลงมาจากด้านบนของจอ ด้านบนจะเป็น Toggle ไว้กดเปิดปิดต่างๆอย่างรวดเร็ว เช่น Wifi, Bluetooth หรือ GPS ซึ่งสะดวกใช้ได้เลยทีเดียว
ลงมาก็จะแสดงเครือข่ายที่เราใช้งาน พร้อมวันที่และ รูปเฟืองที่เราเอาไว้กดเข้าหน้าจอSettings ได้เลย ส่วนถัดลงมาถ้าอัพ FW ตัวใหม่ของ Galaxy S3 จะมีแถบปรับแสงมาให้ด้วยครับ
ตามด้วยปุ่ม Clear ที่จะลบการเตือนทุกอย่างเราออกทั้งหมด และด้านล่างก็จะเป็นรายการการเตือนของเรา ถ้าเราไม่อยากกดเข้าไปดูสามารถปัดซ้ายขวาเพื่อลบทิ้งได้เช่นกันครับ
ในส่วนของ Power Option หรือเมนูที่กดปุ่ม Power ค้างไว้แล้วจะโผล่ขึ้นมา ไล่จากบนลงล่างก็คือ ปิดเครื่อง, เปิด/ปิด Mobiel Data, โหมดเครื่องบิน หรือตัดการเชื่อมต่อไร้สายทิ้งทั้งหมด และ รีสตาร์ทเครื่อง ด้านล่างสุดจะเป็นการตั้งค่า Profile เสียงครับ ซ้ายสุดคือปิดเสียงไม่มีสั่น, ปิดเสียงแต่มีสั่น และขวาสุดคือเปิดเสียงครับ
ในตัวของ Power Option เอง ก็จะคล้ายๆกับรุ่นที่ผ่านมาแต่ที่ต่างขึ้นมาคือมี Restart มาให้แล้ว พร้อมกับ การตั้งค่าเสียงสามอย่างด้านล่างที่รุ่นก่อนหน้าจะไม่มีครับ
Wallpaper & Live Wallpaper
สำหรับในส่วนของ Wallpaper ใน Galaxy S3 นั้นผมว่าให้ Wallpaper มาน้อยไปหน่อย แค่ 5 อันเองอ่ะ โดยลายมีอย่างรูปข้างล่างครับ อันนี้ผมเซฟรูปมาเป็นแนวนอนแต่จริงๆ Wallpaper ใช้ได้แค่แนวตั้งนะครับ 5 รูปที่ให้มาก็จะเป็นธรรมชาติๆเหมือนอย่างอื่นๆเขา ไม่หลุดคอนเซปต์แต่อย่างใด
ถึงจะน้อยไปหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะผมมองว่าสมัยนี้หาโหลด Wallpaper สวยๆกันง่ายไม่ต้องเสียเงินแล้วสบายๆ
ในส่วนของ Live Wallpaper ก็ให้มาเยอะเหมือนกัน แต่ผมไม่ชอบใช้อ่ะมันกิน RAM กับ Battery ด้วย แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องประสิทธิภาพและความลื่นไหลครับ สบายๆเลยด้วยขุมพลังสี่แกนที่เรามีนี่เอง
ตอนนี้ก็ขอจบแค่นี้กันไปก่อนสำหรับตอนแรกในเรื่องของรูปลักษณ์การใช้งาน หวังว่าหลายๆคนคงจะชอบกันกับความรู้สึกแบบธรรมชาติๆจาก TouchWiz Nature UX กัน ผมใช้แล้วรู้สึกดีเหมือนกันนะ มันรู้สึกสบายๆดี
ในตอนต่อไปจะมาโชว์กันว่า Feature เด็ดๆของเจ้า Galaxy S3 เนี่ย มันทำอะไรได้บ้าง เช่นพวก S-Voice หรือ Pop-Up Play ที่เราเห็นๆกันตามข่าวหรือในโฆษณาเนี่ย จะเป็นอย่างไรนะครับ ติดตามกันได้จ้า





















